จุดเริ่มต้น....คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ

(International Committee of the Red Cross; ICRC)

ภาพจำจากซอลเฟริโน ตอนที่ 1

วันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1859 (พ.ศ. 2402) อังรี ดูนังต์ (Henri Dunant) นักธุรกิจชาวสวิส เดินทางผ่านเมืองเล็ก ๆ ชื่อ ซอลเฟริโน (Solferino) ทางภาคเหนือของประเทศอิตาลี ซึ่งในเวลานั้นเป็นสมรภูมิการสู้รบระหว่างกองทัพฝรั่งเศส-อิตาลี และกองทัพออสเตรีย (FrancoAustrian War/AustroSardinian War/Second Italian War of Independence) มีทหารกว่าสี่หมื่นนายจากทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในสนามรบ กล่าวกันว่าต้องใช้เวลากว่าสามสัปดาห์ในการเก็บกู้และฝังซากร่างของทหารและม้าที่เสียชีวิตในสงคราม หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงต้องจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับการดูแลผู้บาดเจ็บ เมื่อดูนังต์มาถึงหมู่บ้านคาสติญโญเน (Castiglione delle Stiviere) ก็พบว่าหมู่บ้านคาสติญโญเนทั้งหมู่บ้าน ทั้งโรงพยาบาล โบสถ์ แม้กระทั่งบ้านเรือนของผู้คนได้กลายเป็นโรงพยาบาลสนามที่รองรับผู้บาดเจ็บทั้งชาวฝรั่งเศส และชาวออสเตรีย ที่ต้องนอนบนพื้นที่มีเพียงฟางปูรอง ดูนังต์บรรยายว่าช่างเป็นภาพที่น่าหดหู่ ยาและเวชภัณฑ์ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ผู้บาดเจ็บจำนวนมากต้องทนทุกข์ทรมานจากบาดแผลที่อาการแย่ลง แต่แล้วในวันที่ 26 มิถุนายน ดูนังต์เล่าว่าสามารถรวบรวมกลุ่มสตรีได้กลุ่มหนึ่งเพื่อมาช่วยป้อนน้ำและอาหาร รวมถึงช่วยทำแผลและทำความสะอาดร่างกายให้ผู้บาดเจ็บ โดยดูนังต์กล่าวไว้ว่าสตรีเหล่านี้ได้ทำตามแบบอย่างที่ดูนังต์ปฏิบัติต่อผู้บาดเจ็บโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ไม่แบ่งแยกมิตรหรือศัตรู โดยสตรีอาสาสมัครกลุ่มนี้ได้เปล่งเสียงว่า Tutti fratelli (All are brothers/ทุกคนคือพี่น้องกัน)” ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ดูแลคนเจ็บ ซึ่งสร้างความประทับใจให้ดูนังต์เป็นอย่างยิ่ง

ภาพจำจากซอลเฟริโน ตอนที่ 2

ดูนังต์เดินทางออกจากซอลเฟริโนในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1859 (พ.ศ. 2402) และกลับถึงนครเจนีวาในวันที่ 11 กรกฏาคม แต่เขาไม่สามารถลืมเหตุการณ์ดังกล่าวได้ จึงรวบรวมประสบการณ์ที่ได้พบในระหว่างเดินทางผ่านสมรภูมิที่ซอลเฟริโนเป็นบันทึก และตีพิมพ์หนังสือ Un souvenir de Solférino (A memory of Solferino/ความทรงจำแห่งซอลเฟริโน) ออกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1862 (พ.ศ.2405) หลังจบสงครามดังกล่าวไปแล้ว 3 ปี ซึ่งในบันทึกมีการถ่ายทอดประสบการณ์ของดูนังต์ขณะที่เดินทาง และได้ผ่านเข้าไปในบริเวณสมรภูมิดังกล่าว เล่าถึงสภาพแวดล้อมและผลที่เกิดขึ้นจากการสู้รบ ทั้งในส่วนของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และพลเรือนในพื้นที่ที่เกิดกรณีพิพาท โดยในช่วงท้ายของหนังสือดังกล่าว ดูนังต์ได้ตั้งคำถามว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ หากจะมีองค์กรอาสาสมัครที่มีความมุ่งมั่นและทุ่มเท เพื่อออกไปให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในยามสงคราม (relief societies for the purpose of having care given to the wounded in wartime by zealous, devoted and thoroughly qualified volunteers) และความคิดเรื่ององค์กรอาสาสมัครดังกล่าวต้องได้รับการสนับสนุนและความเห็นชอบจากผู้มีอำนาจในประเทศที่ก่อตั้ง และจากประเทศคู่สงครามในยามสงคราม เพื่อให้สามารถปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Societies of this kindwould have not only to secure the goodwill of the authorities of the countries in which they had been formed, but also, in case of war, to solicit from the rulers of the belligerent state authorization and facilities enabling them to do effective work) นับได้ว่าคำถามที่ดูนังต์ได้ทิ้งท้ายไว้นี้ ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมระลอกหนึ่งขึ้นในสังคมขณะนั้น และเป็นแรงกระเพื่อมที่ขยายระลอกขึ้นจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นขององค์กรมนุษยธรรมองค์กรหนึ่งในที่สุด

ภาพจำจากซอลเฟริโน ตอนที่ 3

องค์กรเพื่อมนุษยธรรมเริ่มก่อร่างตั้งตัว

หนังสือ A memory of Solferino ของดูนังต์ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ไปทั่วทวีปยุโรป มีผู้ทรงอิทธิพลหลายคนในยุคนั้นได้อ่านหนังสือเล่มนี้ หนึ่งในนั้นคือกุสตาฟ มัวนิเอร์ (Gustave Moynier) นักกฎหมายชาวเจนีวา และเป็นนายกสมาคมการกุศลท้องถิ่น ชื่อ สมาคมสวัสดิการสาธารณะแห่งเจนีวา (The Geneva Public Welfare Society) ซึ่งมัวนิเอร์ได้นำแนวความคิดของดูนังต์เข้าเสนอในสมาคม ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1863 (พ.ศ.2406)1 ที่ประชุมของสมาคมเห็นควรให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อพิจารณารายละเอียดข้อเสนอของดูนังต์ โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยกรรมการ 5 คน หรือที่รู้จักกันในนาม “Committee of Five” ได้แก่

1. อังรี ดูนังต์ (Henri Dunant) นักธุรกิจชาวสวิส เจ้าของแนวคิด

2. นายพลกิโยม อังรี ดูฟูร์ (General Gillaume-Henri Dufour) นายพลในกองทัพสวิส

3. ลุยซ์ อัปปิอา (Louis Appia) นายแพทย์ชาวสวิส

4. เทโอดอร์ โมนัวร์ (Théodore Maunoir) ศัลยแพทย์ชาวสวิส เพื่อนร่วมงานของอัปปิอา

5. กุสตาฟ มัวนิเอร์ (Gustave Moynier) นักกฎหมาย และนายกสมาคมสวัสดิการสาธารณะแห่งเจนีวา (The Geneva Public Welfare Society)

คณะกรรมการทั้ง 5 คน ได้ประชุมกันครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1863 และได้ลงมติเรียกชื่อตนเองว่า “คณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อการบรรเทาทุกข์ทหารบาดเจ็บ (International Committee for Relief to the Wounded)” และลงคะแนนเลือกนายพลดูฟูร์เป็นประธาน ต่อมาในค.ศ. 1876 คณะกรรมการฯ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross; ICRC) ซึ่งเป็นชื่อที่ยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

คณะกรรมการทั้ง 5 คน เห็นพ้องกันว่า องค์กรอาสาสมัครที่ดูนังต์นำเสนอ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อมีเครื่องหมายบ่งชี้ที่ชัดเจน (distinctive emblem) สามารถแบ่งแยกกลุ่มอาสาสมัครออกจากประชาชนทั่วไป เพื่อไม่ถูกปฏิเสธหรือขัดขวางโดย เจ้าหน้าที่ปกครองและทหาร รวมถึงได้รับความคุ้มครองในสถานการณ์การสู้รบ กำเนิดเป็นแนวความคิดเรื่องการให้สถานะเป็นกลางแก่บริการทางการแพทย์และพยาบาลอาสาสมัคร (neutral status to medical services and volunteer nurses)

ผลจากการประชุมเบื้องต้นทำให้คณะกรรมการฯ ตัดสินใจที่จะจัดการประชุมระหว่างประเทศขึ้น ณ กรุงเจนีวา ระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม ค.ศ. 1863 เพื่อหาทางออกให้แก่ปัญหาความขัดสนในการรักษาพยาบาลในกองทัพ โดยในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 36 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐบาล 14 ประเทศ ผู้แทนจากองค์กรต่าง ๆ 7 องค์กร และบุคคลทั่วไป 7 คน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มีมติเห็นชอบและยอมรับใน “มติ 10 ประการ (Ten Resolutions)” มีการตกลงให้แต่ละประเทศจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง มีหน้าที่เพื่อช่วยบริการทางการแพทย์ของทหารในยามสงครามเมื่อมีความจำเป็น และจัดการฝึกและอบรมสั่งสอนเจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาลอาสาสมัครในยามสงบ เพื่อเตรียมพร้อมหากต้องเข้าปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบ หลังจากการประชุมไม่กี่เดือน มีการจัดตั้งองค์กรอาสาสมัครกลุ่มแรกขึ้น ที่ ราชอาณาจักรเวือร์ทเทมแบร์ก (Württemburg), แกรนด์ดัชชีโอลเดนบูร์ก (Oldenburg), เบลเยียม และปรัสเซีย จากนั้นจึงมีการจัดตั้งองค์กรอาสาสมัครเกิดขึ้นในเดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, อิตาลี, แกรนด์ดัชชีเมคเลนบูร์ก-ชเวริน (Mecklenburg-Schwerin), สเปน, นครอิสระฮัมบูร์ก (Hamburg) และแกรนด์ดัชชีเฮ็สเซิน (Hesse)

หลังจากการประชุมระหว่างประเทศได้รับผลการตอบรับที่ดี คณะกรรมการฯ เริ่มเตรียมการเพื่อจัดประชุมทางการทูต โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้มติ 10 ประการ เปลี่ยนสถานะเป็นสนธิสัญญา (treaty) เพื่อให้มีกฎหมายรองรับ และสามารถใช้บังคับต่อประเทศคู่สัญญาได้ แต่แล้วในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1864 กองทัพออสเตรียและปรัสเซียได้บุกรุกเข้าไปในเดนมาร์ก (German-Danish War/Second Schleswig War) ในสงครามครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้ส่งตัวแทน 2 คนเข้าไปร่วมทำหน้าที่ดูแลผู้บาดเจ็บ และเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมติจากที่ประชุมในปี ค.ศ. 1863 ไปใช้ในสถานการณ์จริง ซึ่งในเหตุการณ์สงครามครั้งนี้นายแพทย์ลุยซ์ อัปปิอา (Louis Appia) หนึ่งในคณะกรรมการฯ ได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมปฏิบัติงานในสนามรบด้วย โดยในยุทธการที่ตึปเปิล (Battle of Dybbøl/Battle at the Düppeler Schanzen) ในวันที่ 7-18 เมษายน ค.ศ.1864 อัปปิอาได้สวมปลอกแขนสีขาวที่มีตรากากบาทสีแดง (สัญลักษณ์กากบาทแดงบนพื้นขาว มาจากการกลับสีของธงชาติสวิสที่เป็นกากบาทขาวบนพื้นแดง) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของผู้ร่วมสังเกตการณ์อย่างเป็นกลางรวมถึงทำหน้าที่ช่วยเหลือให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บ ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่สัญลักษณ์กากบาทแดงบนพื้นขาวได้ปรากฎในสถานการณ์จริงในฐานะเครื่องหมายที่บ่งชี้สถานะของบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์อย่างเป็นกลาง

Heading

Content